|
Oasis
สุดยอดวงดนตรีร็อคจาก
แมนเชสเตอร์
ประเทศอังกฤษ ที่สามารถกลายเป็นซูเปอร์แบนด์ดัง
คับเกาะอังกฤษได้ และเป็นขวัญใจของแฟนเพลงทั่วโลก
คงไม่เกินไปหากจะเรียกพวกเขาว่าเป็นวงร็อคที่ยิ่งใหญ่
ที่สุดและโด่งดังที่สุดของอังกฤษในยุค
90
นำทีมโดย
2
พี่น้องสุดซ่า ตระกูล
กัลลาเกอร์ ที่ชื่อ โนล มือกีตาร์และ
นักแต่งเพลงและน้องชาย
เลียม
เป็นนักร้องนำ ทั้งคู่มาจากเบอร์นิจเมืองชนบทของแมนเชสเตอร์
Oasis
ได้รวมเอาสูตรสำเร็จของสุดยอดในวงการดนตรีมารวมไว้ในวง
Oasis
ดูห้าวๆ
ออกมา
คล้ายวง
The Rolling Stones
และ
The Who
แต่ตัวเพลงมีโครงสร้างคล้าย
The Jam
และ
The
Kinks
ผสมผสานเสียงกีตาร์ทรงพลังอย่างของ
The Sex Pistols
แต่ก็มีความเป็นป๊อปติดหูเหมือน
The
Beatles
วงดนตรีที่
2
พี่น้อง โนล และ เลียม กัลลาเกอร์
ยอมรับว่าเป็นอิทธิพลหลักในการทำงาน
ด้วยฝีมือทางดนตรีที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมบวกกับอิทธิพลทางดนตรีจาก
The Beatles
ที่พวกเขา
หลงใหล
ผสมผสานความเป็นร็อค ที่มีเมโลดี้สวยงามลงตัว และเนื้อหาที่โดดเด่น
กับเสียงร้องยานคาง อันเป็น
เอกลักษณ์เฉพาะตัว
รวมกับนิสัยส่วนตัวที่หยิ่งผยอง ยโสโอหัง ปากดี และความกวนประสาท
ทั้งหมดคือองค์
ประกอบของความสำเร็จ
ที่ใครก็ลอกเลียนแบบพวกเขาไม่ได้ ที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จมากที่สุด
ทั้ง
ชื่อเสียงเกียรติยศ
และเงินทอง จนถูกกล่าวขานไปทั่วโลก
Oasis
นั้นได้รับการขนานนามให้เป็นสุดยอดวงอมตะตลอดกาล
เช่นเดียวกับอีกหลายๆวง เช่น
The
Beatles
และ
The Rolling Stones
แม้ว่าในช่วงหลังๆ
อันดับความนิยมของวงอาจจะลดลง แต่ก็ไม่เคย
หายไปจากหัวใจแฟนเพลง
ผู้หลงไหลในเสียงดนตรีที่มีเอกลักษณ์ ทำให้ในปัจจุบัน
Oasis
ยังคงเป็นวงดนตรี
อันดับหนึ่งในใจคนหลายๆคนทั่วโลกอีกมากมาย
เนื้อหาเพลงของ
Oasis
แสดงถึงความเป็นอังกฤษมากๆ เพลงของโนลส่วนใหญ่ก็ยืมทำนองมาจาก
เพลงฮิตคลาสสิค เช่น
เพลง
Cigarettes and Alcohol
ซิงเกิ้ลดังในอังกฤษเพลงแรกของวง
เอาทำนอง
มาจากเพลง
Get It On
ของ
T Rex
ไปจนกระทั่งถึงเพลงของ
Wham
แต่ดึงมาเฉพาะ ส่วนที่ฟังแล้วติดหู
และปรับแต่งใหม่ให้เหมาะกับยุค
พวกเขาช่วยสร้างสีสัน ให้วงการเพลงกีตาร์ป๊อป ของอังกฤษคึกคักขึ้นมาได้
อีกครั้งในช่วงกลางยุค
90
ร่วมกับ
Blur
และ
Suede
สร้างซีนที่เรียกกันว่า
Britpop
สมาชิกในวงที่อยู่กับวงมาโดยตลอดคือ
2
พี่น้อง
เลียมและโนล นอกจากนี้ยังมีสมาชิกอีกหลายคนทั้ง
เก่าและใหม่ผสมกันไปในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

(1991–1993)
บุกเบิก
โนล ไม่ได้เป็นตัวตั้งตัวตีในการตั้งวง
แรกเริ่มเดิมทีเพื่อนๆของเลียมที่เรียนโรงเรียนเดียวกัน
คือ
พอล
"โบนเฮด"
อาร์เธอร์ส
(มือกีตาร์),
พอล แม็คเกวียน
(มือเบส),
และโทนี่ แม็คแครอล
(มือกลอง)
ตั้งวงดนตรีอยู่แล้วชื่อ
Rain
เลียม เข้าวงมาทีหลังเมื่อปี
1990ในฐานะนักร้องนำ
พอเข้าวง เลียมก็แนะให้เปลี่ยนชื่อวงเป็น
Oasis
ตามชื่อเวนิว
Oasis
Leisure Centre
ในเมืองสวินดอน จากในโปสเตอร์โฆษณาคอนเสิร์ตของวง
Inspiral
Carpets
ที่ติดอยู่ในห้องนอนเขา แต่ถึงจะเปลี่ยนชื่อเป็น
Oasis
แต่ก็ยังเป็นวงที่ไม่มีใครสนใจเอาซะเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง โนล
กลับมาบ้านในแมนเชสเตอร์ หลังจากไปทำงานอยู่กับวง
Inspiral
Carpets
ซะหลายปีในฐานะกีตาร์
เทคนิเชี่ยน เลียมก็ชวนเขามาเป็นผู้จัดการวง โนล ขำกลิ้งบอกไม่เอาด้วยหรอก
ท่าทาง
Oasis
ไปไม่ถึงไหนแหงๆ
แต่ปรากฏว่า
Inspiral Carpets
ดันโละทีมงานโร้ดดี้ทั้งแผง ในเมื่อไหนๆ
ก็ตกงานแล้ว ก็เลยรับ ปากน้องชายตอนปี
1991
แต่จะเป็นมือกีตาร์ให้เท่านั้น
ไม่ใช่ผู้จัดการ
Oasis
ขึ้นเวทีครั้งแรกที่บอร์ดวอล์คในแมนเชสเตอร์ เดือนตุลาคมปี1991
แรกๆโนลไม่ค่อย
ซีเรียสกับวงเท่าไหร่
แค่เล่นดนตรี ฆ่าเวลาไปวัน ๆ จนกระทั่งมีวันหนึ่งเขาเกิดอาการพานิคอย่างหนัก
ถึงขั้นต้องไปหาหมอ ปรากฏว่าหมอสั่งให้เลิก
สูบกัญชา พอเลิกสูบสมองโล่ง ความคิดบรรเจิกแต่งเพลง ออกมาเพียบ กลายเป็นเพลงฮิตของ
Oasis
ในภายหลังทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น
Columbia ,
Rock 'N Roll Stars , Whatever
ฯลฯ

(1994–1998)
ผงาดง้ำค้ำโลก
31
พฤษภาคม
1993
โนล ได้ข่าวว่า
อลัน
แม็คกี ที่ตอนนั้นเป็น ประธานบริษัทแผ่นเสียง
Creation
Records
จะไปดู คอนเสิร์ตที่
คิง ทุตส์ ไนท์คลับในกลาสโกว์ในคืนนั้น เขาพา
Oasis
กับลูกทีมรวม
17
คน
บุกไปขึ้นเวทีที่นั่นโดยที่ไม่มีการจองคิว
กับโปรโมเตอร์ล่วงหน้า โปรโมเตอร์ที่มีบอดี้การ์ดอยู่แค่
2
คนเลยจำใจ
ยอมให้
Oasis
ขึ้นเวทีครึ่งชั่วโมง อลัน ประทับใจ มากรีบคว้า
Oasis
มาเซ็นสัญญา ทันทีด้วยสนนราคา
60,000
ปอนด์
จากนั้นอีกไม่กี่เดือน
ก็สร้างชื่อกระฉ่อน เรียกร้องความสนใจจากนักข่าวจนเป็นที่รู้จักไป
ทั่ว
ทั้งที่ยังไม่ได้ออกผลงานเลยด้วยซ้ำ ด้วยพฤติกรรมกร่างๆแบบ
Bad Boy
ของพวกเขานั่นเอง
11
เมษายน
1994 Oasis
มีซิงเกิ้ลแรก
Supersonic
ที่ออกมาดีสมราคาคุย เป็นที่ชื่นชอบของนัก
วิจารณ์ทันที ถึง
2
พี่น้องกัลเลเกอร์จะชอบให้สัมภาษณ์ในลักษณะขี้คุยก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่ายิ่งพวกเขาพูดทับถม
ศิลปินรายอื่นมากเท่าไหน
Oasis
ก็ยิ่งเป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่รู้จักมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่ซิงเกิ้ลที่2
อย่างเพลง
Shakermaker
ก็ประสบความสำเร็จอย่างดี
ซิงเกิ้ลที่
3 Live Forever
ออกตามมายก่อนอัลบั้มแรกวางแผง
1
เดือน
เป็นเพลงฮิต ในอังกฤษได้อีกเหมือนเดิม เมื่อ
Definitely Maybe
อัลบั้มแรก
ของพวกเขาออกขายเมื่อวันที่
26
กรกฎาคม1994 ก็เข้าอันดับ
1
ทันทีและกลายเป็นอัลบั้มแรกของศิลปินหน้าใหม่ที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเพลงของอังกฤษ
ค้างคาอยู่ใน
Top 20
ถึง
18
เดือน
เขย่าวงการเพลงร็อคอังกฤษอย่างที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน
ซิงเกิ้ลเดี่ยว
Whatever
ที่ไม่ได้นำมารวมในอัลบั้มชุดไหนเลย
ของพวกเขาขึ้นถึงอันดับ
3
ในอังกฤษช่วงคริสต์มาสปี
1994
เป็นการส่งท้ายปีไปอย่างสวยงาม ในปีนั้นเองก็ได้เกิดปรากฏการณ์ของความคลั่ง ไคล้
Oasis
กันขนานใหญ่ที่อังกฤษอย่างที่ไม่เคยมีวงไหนทำได้มาก่อน
ปี
1995
เริ่มต้นปีด้วยความสำเร็จ
Oasis
ได้รับรางวัล
Best Band, Best New Band
และ
Best
Single (จากเพลง
"Live Forever")
จาก
NME Brat Awards
ตามมาด้วยการคว้ารางวัลสำคัญ Best Newcomer
จาก
BRIT Award
ในเดือนต่อมา
พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากการทัวร์คอนเสิร์ต
บัตรถูกขายหมดเกลี้ยงในทุกโชว์ในอังกฤษ วงจึงได้หันไปเน้นโปรโมชันในตลาดอเมริกา
และกลายเป็นขวัญใจ
MTV
และสถานีวิทยุโมเดิร์นร็อคของอเมริกา มีเพลงฮิตอย่าง
Live Forever
กับ
Supersonic
ในที่สุดอัลบั้มDefinitely
Maybe
ก็ได้แผ่นเสียงทองคำในสหรัฐ
Oasis
ประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับความสัมพันธ์
ของสมาชิกในวง โดยเฉพาะ
2
พี่น้อง โนล
ไม่พอใจที่ เลียม สปอยล์มากชอบเดินออกจากเวทีคอนเสิร์ตไปเฉย ๆ
ถ้าเกิดไม่สบอารมณ์ขึ้นมา มีครั้งหนึ่งหลังจากที่โนลเพิ่งแต่งเพลง
Don't Look Back In
Anger
กับ
Wonderwall
เสร็จใหม่ๆ โนลบอกว่าเลียมมีสิทธิร้องแค่เพลงเดียว
อีกเพลงเขาจะร้องเอง เลียมฟังแล้วหงุดหงิดอารมณ์เสียมากถึงกับทำลายข้าวของ
14
เมษายน
1995
ก่อนหน้าซิงเกิ้ล
Some Might Say
ออกขาย
1
วัน
โทนี่ แม็คแครอล มือกลอง
ก็
ถูกไล่ออกจากวง หลังจากแตกคอกับ
เลียม ในบาร์ที่ปารีส
อลัน ไวท์เข้ามาแทนที่ในวันที่
4
พฤษภาคม
1995
เพลง
Some
Might Say
กลายเป็นซิงเกิ้ลอันดับ
1
ในอังกฤษเพลงแรกของ
Oasis
ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วาง
ขาย
ความสำเร็จของเพลงนี้สร้างปรากฏการณ์ทำให้ทุกซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้ย้อนกลับเข้าอันดับใน
ชาร์ทเพลงอินดี้ของอังกฤษอีกครั้ง
เดือนตุลาคมปีเดียวกัน
Oasis
ออกอัลบั้มที่
2
ชื่อ
(What's The Story)
Morning
Glory?
หลังจากใช้เวลาบันทึกเสียงแค่12วันเท่านั้น!!
ขึ้นถึงอันดับ
1
ทันทีที่ออกจำหน่ายในอังกฤษ
และกลายเป็นอัลบั้มที่ขายได้เร็วที่สุด
ในอังกฤษ นับตั้งแต่อัลบั้ม
Bad
ของ
ไมเคิล แจ็คสัน เคยทำไว้ในปี
1987
ว่ากันว่าในช่วง
สัปดาห์แรกที่ออกขาย จะมีคนซื้ออัลบั้มชุดนี้
1
คนทุก ๆ
30
วินาที!!
ปี
1996 Oasis
ประสบความสำเร็จอย่างสูง อัลบั้ม
(What's The
Story) Morning Glory?
ของพวกเขาขายได้ถึง
20
ล้านแผ่น มีผลงาน
Top 10
ทั้งในยุโรปและเอเชีย ในเดือนสิงหาคม
5%
ของคนทั้ง
เกาะอังกฤษ
(250,000
คน)
เข้าคิวยาวควัก กระเป๋าซื้อบัตรคอนเสิร์ตราคา
22
ปอนด์ครึ่ง เพื่อมาดู
Oasis
ขึ้น
เวทีคอนเสิร์ตกลางแจ้ง
2
รอบที่Knebworth
ทำสถิติเป็นคอนเสิร์ตกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ว่ากันว่ามี
ผู้ต้องการจับจองตั๋วมากกว่า
2
ล้านคน!!
นอกจากนี้วงยังได้รับการเสนอชื่อรางวัล
BRIT Award
ถึง
6
รางวัล
และกวาดไปได้
3
รางวัล นั่นคือ
Best Band,
Best Album (จากอัลบั้ม
What's the Story) Morning
Glory)
และ
Best Video
(จากเพลง
Wonderwall)
เดือนเมษายนปีนั้น
Oasis
ได้ขึ้นปกนิตยสารดังอย่าง
Rolling
Stone
ของอเมริกา ซึ่งเป็นการบอกให้โลกได้รับรู้ว่าพวกเขามาแล้ว แต่
Oasis
ก็ไม่สามารถแจ้งเกิด
ได้อย่างเต็มตัวในอเมริกา
ทั้งที่สามารถคว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวถึง
5
แผ่น ซิงเกิ้ล
Wonderwall
ก็ขึ้น
ไปถึง
Top 10
อาจเป็นเพราะคนอเมริกันไม่นิยมนิสัย
Bad Boy
ของ
Oasis
ไม่ว่าจะเป็นอาการถุยน้ำลายของเลียมบนเวทีงานแจกรางวัล
MTV
ที่นิวยอร์คในเดือนกันยายน
1996
หรือการขว้างขวดเบียร์ใส่คนดู ซึ่งก็ของเลียมอีกเหมือนกัน
นอกจากนี้
2
พี่น้องยังตกเป็นข่าวซุบซิบตามหน้าหนังสือประจำ โดยเฉพาะเมื่อตอนที่
Oasis
ถอนตัวจากการทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกาในวันที่
13
กันยายน
1996
อย่างกะทันหัน ก่อนขึ้นเวทีแค่
3
ชั่วโมงเมื่อโนลเป็นฝ่ายเดินออกจากคอนเสิร์ตเองบ้าง
ทั้งที่มีแฟนเพลงรอดูอยู่กว่า
5,000
คนที่
ชาร์ลอต
ฮอร์เน็ทส์ เทรนนิง เซ็นเตอร์
อย่างไรก็ตาม ภายในสิ้นปีนั้นเอง
Oasis
กลายเป็นวงที่ยิ่งใหญ่
ที่สุดของอังกฤษและของโลก สมกับ ตำแหน่งวงดนตรีร็อคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด
และถูกยกให้เป็น
The Beatles
ของยุค
90
หลังจากงดทัวร์คอนเสิร์ตในอเมริกาและ โนล
ยอมกลับมา เข้าวง ตามเดิม
Oasis
ก็เริ่มบันทึกเสียง
อัลบั้มที่
3
ที่ใช้เวลานาน หลายเดือน
1997
เป็นปีที่
2
พี่น้องสละโสด เลียมเข้าพิธีกับดาราสาว แพ็ทซี่ เคนสิท
ในวันเอพริล ฟูลส์ เดย์
ส่วนโนลตัดสินใจแต่งงานกับเม็ก แม็ทธิวส์ที่ลาส เวกัสอย่างเงียบๆ เมื่อวันที่
7
มิถุนายน
หลังจาก นั้นซิงเกิ้ล
D'You Know What I Mean
ของ
Oasis
ก็วางแผงใน เดือนกรกฎาคม ตามมาด้วย
อัลบั้ม
Be Here Now
วันที่
21
สิงหาคม
1997
ทำยอดขายเฉียด
7แสนแผ่นที่อังกฤษภายในเวลา
3
วัน
ทำลายสถิติยอดขายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์
ในช่วงแรกอัลบั้มชุดนี้มาแรงมากเนื่องจากอยู่ท่ามกลางความคาด
หวังต่างๆ
แต่ในเวลาต่อมาไม่นาน ตัวอัลบั้มก็ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว
สื่อมวลชนอ้างว่าขาดความน่าสนใจและดูไร้
ความกระตือรือร้น
ถึงแม้ว่าจะมีซิงเกิ้ลฮิตในเวลาต่อๆมาอย่าง
Stand by me
และ
All around the world
ก็ตาม
ก่อนหน้าที่จะออกอัลบั้มชุดนี้ โนล ให้พอล เวลเลอร์ลองฟัง
เขาเป็นคนเดียวที่กล้าบอกโนลตรงๆว่าฟังแล้ว
ไม่เข้าหูเอาซะเลยและเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความตกต่ำของ
Oasis ในเวลาต่อมา
The Masterplan
อัลบั้มรวมเพลงหน้า
B
ตามออกมาในเดือนพฤศจิกายนปี
1998
ประกอบไปด้วยเพลงB-Sideเด็ดๆที่ดีกว่าหลายเพลงอัลบั้มต่อมา
เช่น
The Masterplan , Acquiesce , Half
the
world away ,Rockin' Chair
ฯลฯ ในปีถัดไปสมาชิกดั้งเดิมของ
Oasis
เหลืออยู่แค่
2
คนคือ
โนล และ
เลียม ถ้าไม่นับ
Alan White
ซึ่งเข้าร่วมวงในยุค
Morning Glory

(1999–2003)
การเปลี่ยนแปลง
9
สิงหาคม1999
ระหว่าง บันทึกเสียงอัลบั้มชุดที่4
โบนเฮ้ด
ก็ออกจาก
Oasis
โดยให้เหตุผลว่าอยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ตามมาด้วย พอล
แมกเกวียนในวันที่
26
สิงหาคม
1999
แต่
2
พี่น้องก็มีสมาชิกใหม่ มาเสริมบารมีเป็นถึง แอนดี้ เบลล์ อดีตมือกีตาร์ของคณะ
Ride
ที่มาเข้าวงเมื่อวันที่
13
พฤศจิกายน
1999
แต่มาเล่นเบสให้
Oasis
ส่วนมือกีตาร์ได้
เก็ม อาร์เชอร์
อดีต
Heavey Stereo
มาแทน
ปลายปี
อลัน แม็คกี ผู้คนพบ
Oasis
ลาออกจากตำแหนงประธาน
Creation Records
ต้นสังกัดของ
Oasis
เพื่อตั้งสังกัดใหม่
5
มกราคม
2000 Oasis
ตั้งบริษัทแผ่นเสียงของตัวเอง
Big Brother
อัลบั้มแรกในสังกัดคือ
Standing
On The Shoulder Of Giants
อัลบั้มชุดที่
4
ของ
Oasis
วางขายเมื่อวันที่
28
กุมภาพันธ์
ขึ้นอันดับ
1
ในอังกฤษได้เช่นเคย พร้อมกับซิงเกิ้ลฮิตอย่าง
Go let it out
ถึงจะเป็นงานที่ได้รับคำวิจารณ์
ในแง่ลบ เต็มไปด้วยซาวนด์เอฟเฟกต์และไซคีเดลิกต่างจากสมัยรุ่งโรจน์ก็ตาม
แต่เลียมโชว์ฝีมือการแต่งเพลงครั้งแรกในเพลง
Little
James
เขาแต่งให้ เจมส์ ลูกชายของ แพ็ตซี่
ภรรยาของเขา
Oasis
ออกทัวร์ยุโรปท่ามกลางกระแสข่าวว่า 2 พี่น้อง
ไม่กินเส้นกันหนักข้อขึ้นทุกวันจนกระทั่งใน
วันที่
24
พฤษภาคม โนล เอือมพฤติกรรมน้องชายมาก(เมาแล้วพาล)
ถึงกับทิ้งการทัวร์Barcelonaมากลางคัน
และประกาศว่าจะไม่ออกทัวร์นอกเกาะอังกฤษอีกต่อไป
Oasis
ตกอยู่ในภาวะวิกฤติถึงขั้น 2 พี่น้องไม่ยอมให้
สัมภาษณ์ร่วมกัน จนหลายคนเกรงว่าจะถึงกาลอวสาน
วงจึงได้ออกอัลบั้มแสดงสด Familiar To
Millions ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสดที่
Wembley Stadium ต่อหน้าคนดูกว่า70000
คน
มาขัดตาทัพในเดือน
พฤศจิกายน สามารถไต่ขึ้น #5 ที่อังกฤษ จากนั้น โนล ก็ตั้ง
สังกัดแผ่นเสียง ของตัวเองขึ้นมาอีกเมื่อวันที่
15 เมษายน 2001แต่สถานการณ์ก็คลี่คลายขึ้นในที่สุดหลังจากที่
โนล และ เลียม ต่างก็หย่ากับภรรยาของ
ตัวเอง ข่าวว่าภรรยาของทั้งคู่ต่างก็ไม่ชอบขี้หน้าซึ่งกันและกัน
แถมยังไม่ชอบพี่น้องของสามีตัวเองด้วย
2 พี่น้องหันหน้ามาคืนดีกันเหมือนเดิม
15 เมษายน
2002 Oasis ออกซิงเกิ้ลแรกในรอบเกือบ 2 ปี
The Hindu Times
เป็นการย้อนกลับไปหาซาวด์เก่าๆสมัยอัลบั้มแรก ขึ้นถึงอันดับที่ 1
ทันทีในอังกฤษ ซิงเกิ้ลที่ 2 เป็นเพลงบัลลาดช้า ๆ
Stop crying your heart out
ปลายเดือนมิถุนายนกลายเป็นเพลงปลอบขวัญ
แฟนฟุตบอลอังกฤษที่พลาดแชมป์
เวิร์ลด์คัพ
ช่วงครึ่งหลังของปี
2002 Oasis
มีคิวทัวร์ยาวทั้งปี โนล ยอมกลืนน้ำลายตัวเองออกทัวร์อเมริกากับ
Oasis
เริ่มที่ปอมปาโน่ บีชในฟลอริดา
วันที่
2
สิงหาคม
2002
จากนั้นจะกลับมาเล่น คอนเสิร์ตที่แมนเชสเตอร์
บ้านเกิด
2
รอบกลางเดือนกันยายน
ต่อด้วยทัวร์ที่ญี่ปุ่นแล้วย้อนกลับไปอเมริกาอีกครั้งกับที่เม็กซิโก
การแสดงครั้ง
สำคัญอยู่ที่คอนเสิร์ต3คืนที่
Finsbury Parkกลางกรุงลอนดอนซึ่งเรียกศรัทธาแฟนเพลงกลับมาได้จำนวนมาก
ต่อมาในเดือนพฤศจิกายนได้เกิดเรื่องราวขึ้น
เมื่อเลียมได้ไปมีเรื่องชกต่อยกับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลในพับแห่ง
หนึ่งในประเทศเยอรมันเป็นผลให้ฟันของเลียมหักไป2ซี่
และสมาชิกวงทุกคนโดนปรับ
ในขณะที่โนลและแอนดี้
ประสบอุบัติเหตุรถชนในปีเดียวกันนั้นแต่ยังดีที่ปลอดภัยทั้งสองคน

(2004 – ? )
ฟื้นคืนชีพ
ในช่วงต้นปี
2004 Oasis
ได้เริ่มทำอัลบั้มใหม่และอัลบั้มพิเศษ ซึ่งมีกำหนดออกวางแผงในเดือน
กันยายน
แต่ก่อนหน้านั้นมือกลองผู้ที่อยู่กับวงมายาวนาน
Alan White
ได้ออกจากวง
ทำให้ต้องเรียกมือกลองไฟแรง
Zak Starkey
มาอัดเสียงแทน ซึ่งเป็นลูกชายของ
Ringo Starr
แห่งวง
The Beatles
แต่เนื่องจากทางวงไม่ได้ประกาศตัวเขาเป็นสมาชิกอย่างเต็มตัว
ทำให้เขาแทบจะไม่ได้ปรากฎตัวในงานหรือบทสัมภาษณ์
ต่างๆ
การแสดงครั้งสำคัญของวงปีนี้เกิดขึ้นที่เทศกาลดนตรี
Glastonbury 2004
โดยแสดงเป็นวงเฮดไลน์
ที่เวทีPyramidท่ามกลางคนดูกว่าหกหมื่นคน
แต่การแสดงครั้งนั้นได้รับคำวิจารณ์ทางลบพอสมควร เนื่องจาก
สมาชิกแต่ละคนในวงซึ่งดูไม่มีอารมณ์ร่วมในการแสดงเอาเสียเลย
กันยายน
2004
Oasis
ได้เปิดตัวDefinitely
Maybe: The DVD commemorating
the10th anniversary
ซึ่งเป็นดีวีดีฉลองครบรอบ10ปีของอัลบั้ม
Definitely Maybe
ต่อมาในเดือน
พฤศภาคมปี
2005
นับเป็นปีทอง
Oasis
ได้วางแผงอัลบั้มที่6ของพวกเขา
Don't Believe the Truth
ซึ่งนับว่าเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดนับตั้งแต่
(What's The Story)
Morning Glory?
จนสื่อมวลชนอังกฤษ
พากันขนานนามว่า
Return
to Form
ด้วยซาวนด์ดิบๆในรูปแบบแปลกใหม่
ประกอบไปด้วยเพลงซิงเกิ้ลฮิตอย่าง
Lyla ,
The
Importance of Being Idle
และ
Let there be love
อันดับ
1และ2
ใน
Uk Chart
ตามลำดับ หลังจาก
นั้น
Oasisได้ออกเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตครั้งใหญ่รอบโลก
เริ่มต้นในเดือน
พฤศภาคม
2005
ที่ลอนดอนและจบลงที่เม็กซิโกเมื่อมีนาคม
2006
รวมเดินทางทั้งหมด26ประเทศทั่วโลก
รวมไปถึงประเทศไทยด้วย ตามมาติดๆด้วยการคว้ารางวัล
Q Awards 2005
ในสาขา
Best New Album
และ
People's Choice
นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี
2005
วงยังได้แต่งเพลง
Who Put The Weight Of The World
On My
Shoulders
เพื่อเป็นเพลงประกอบ
ภาพยนตร์เรื่อง
Goal!
อีกด้วย
ปี
2006
มีกระแสข่าวมากมายถึงอัลบั้มรวมฮิต แม้กระทั่งข่าวลือเกี่ยวกับหนังของพวกเขา
และได้มีการออกมายืนยันในภายหลัง หนังเรื่อง
Lord Don't Slow Me Down
ซึ่งเป็นหนังสารคดีกึ่งชีวะประวัติของวง
เป็นที่จับตามองของแฟนๆทั่งโลก และอัลบั้มรวมฮิต
Stop the Clocks
ที่เป็นอัลบั้มรวมเพลงที่ดีที่สุดจำนวน
18
เพลง จากผลงานทั้ง
12
ปี จากการคัดเลือกของโนล
นับว่าเป็นอัลบั้มที่น่าสะสมเป็นอย่างมาก
ปลายปี โนลและเก็มได้ออกมินิทัวร์อคุสติกเพื่อโปรโมตอัลบั้มในหลายๆที่ทั่วโลก
ปี
2007
Oasis
ขึ้นรับรางวัล
Brit Award
ในสาขา
oustanding contribution
to
music
หรือ
วงที่สร้างสรรค์คุนุปการแก่วงการดนตรี
กลางปี
Oasis
ได้เป็นส่วนหนึ่งของการนำอัลบั้มตำนานของเต่าทองอย่าง
Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band
มาคัฟเวอร์เรียบเรียงใหม่ ท่ามกลางข่าวลือเรื่องการแสดงคอนเสิร์ตต่างๆมากมาย
ในที่สุด แฟนๆก็ไม่ผิดหวัง
เมื่อทางวงประกาศถึงการเข้าทำงานในสตูดิโออัลบั้มใหม่ ซึ่งจะเป็นอัลบั้มที่
7 และ
วางจำหน่ายของ
DVD แผ่นคู่ใหม่ล่าสุดในช่วงปลายปี
ซึ่งจะเป็นการนำสารคดีที่ฉายทั่วโลกในปี
2005 อย่าง
Lord Don't Slow Me Down
แบบสมบูรณ์มาจำหน่าย พร้อมด้วยโชว์การแสดงของพวกเขาที่สนาม
City of Manchester Stadium
พร้อมกับปล่อยซิงเกิ้ลชื่อเดียวกันให้ดาวน์โหลดในระบบดิจิต้อลเป็นครั้งแรก
สร้างความยินดีปรีดาแก่
แฟนๆและสาวกเป็นจำนวนมากที่ต่างรอคอยกันมานานปี
ระหว่างนี้โนลได้ลูกชายคนใหม่กับซาร่า โดยเขาตั้งชื่อว่า
Donovan Gallagher
ทำให้เขามีความสุขมาก
ทั้งโนลและเลียมได้เปิดเผยว่าพวกเขาได้มีการพบปะพูดคุยกับโปรดิวเซอร์
Dave Sardy
ผู้ฝากผลงานไว้กับอัลบั้มชุดก่อนของวงแล้ว การเริ่มงานได้เริ่มขึ้น
แต่พวกเราคงต้องรอไปจนถึงปีหน้า
ปี
2008 Oasis
เสร็จสิ้นขั้นตอนการแต่งเพลงและอัดเสียงทั้งหมด
ในขณะที่กำลังมิกซ์เสียง
ผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 7
มีกำหนดการที่จะวางแผงในช่วงกลางปีนี้อย่างแน่นอน
ข้อมูลช่วงต้นนำมาจากเว็บeotoday
และพวกเราได้นำมาเรียบเรียงเพิ่มเติมให้สมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน |