![]() |
|||||||||||||
|
gfdgfdgdf |
gfdgfdgdf | gfdgfdgdf | gfdgfdgdfdf | ||||||||||
|
The Band |
|||||||||||||
| f |
Profile |
![]() Oasis Calendar ปฎิทินวันเวลาแห่ง Oasis ที่พวกเราจัดทำขึ้นเพื่อคุณ คลิกเลือกปีที่ต้องารได้เลย
1991 ::
1992 ::
1993
Webmaster Team : | |||||||||||
Latest Release : ![]() 'Dig Out Your Soul' 7th Studio Album Out Now อัลบั้มเทพแห่งการกลับมา! Vote Now!! |
Oasis Member
คลิกที่ชื่อเพื่ออ่านประวัติ ![]() ![]() now : Liam Gallagher :: Noel Gallagher :: Gem Archer :: Andy Bell ex-member : Bonehead :: Alan White :: Guigsy :: Tony McCaroll |
||||||||||||
|
Oasis
สุดยอดวงดนตรีร็อคจากแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ
ที่สามารถกลายเป็นซูเปอร์แบนด์ ดังคับเกาะอังกฤษได้ และเป็นขวัญใจของแฟนเพลงทั่วโลก คงไม่เกินไปหากจะเรียกพวกเขาว่าเป็น วงร็อคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและโด่งดังที่สุดของอังกฤษในยุค 90's นำทีมโดยสองพี่น้องสุดซ่า ตระกูลกัลลาเกอร์ ที่ชื่อ โนล มือกีตาร์และ นักแต่งเพลงและน้องชาย เลียม เป็นนักร้องนำ ทั้งคู่มาจากเบอร์นิจเมืองชนบทของแมนเชสเตอร์ Oasis ได้รวมเอาสูตรสำเร็จของสุดยอดในวงการดนตรี มารวมไว้ในวง จึงออกมาดูห้าวๆ ออกมาคล้ายวง The Rolling Stones และ The Who แต่ตัวเพลงมีโครงสร้างคล้าย The Jam และ The Kinks ผสมผสานเสียงกีตาร์ทรงพลังอย่างของ The Sex Pistols แต่ก็มีความเป็นป๊อปติดหูเหมือน The Beatles วงดนตรีที่สองพี่น้อง โนล และ เลียม กัลลาเกอร์ ยอมรับว่าเป็นอิทธิพลหลักในการทำงาน ด้วยฝีมือทางดนตรีที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมบวกกับอิทธิพลทางดนตรีจาก The Beatles ที่พวกเขา หลงใหล ผสมผสานความเป็นร็อค ที่มีเมโลดี้สวยงามลงตัว และเนื้อหาที่โดดเด่น กับเสียงร้องยานคาง อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมกับนิสัยส่วนตัวที่หยิ่งผยอง ยโสโอหัง ปากดี และความกวนประสาท ทั้งหมดคือองค์ประกอบของความสำเร็จ ที่ใครก็ลอกเลียนแบบพวกเขาไม่ได้ ที่ทำให้พวกเขา ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งชื่อเสียงเกียรติยศ และเงินทอง จนถูกกล่าวขานไปทั่วโลก Oasis นั้นได้รับการขนานนามให้เป็นสุดยอดวงอมตะตลอดกาล เช่นเดียวกับอีกหลายๆวง เช่น The Beatles และ The Rolling Stones แม้ว่าในช่วงหลังๆ อันดับความนิยมของวงอาจจะ ลดลง แต่ก็ไม่เคยหายไปจากหัวใจแฟนเพลง ผู้หลงไหลในเสียงดนตรีที่มีเอกลักษณ์ ทำให้ในปัจจุบัน Oasis ยังคงเป็นวงดนตรีอันดับหนึ่งในใจคนหลายๆคนทั่วโลกอีกมากมาย เนื้อหาเพลงของ Oasis แสดงถึงความเป็นอังกฤษมากๆ เพลงของโนลส่วนใหญ่ก็ยืมทำนองมาจาก เพลงฮิตคลาสสิค เช่น เพลง Cigarettes & Alcohol ซิงเกิ้ลดังในอังกฤษเพลงแรกของวงเอาทำนองมาจากเพลง Get It On ของ T Rex ไปจนกระทั่งถึงเพลงของ Wham แต่ดึงมาเฉพาะ ส่วนที่ฟังแล้วติดหูและปรับแต่งใหม่ให้เหมาะกับยุค พวกเขาช่วยสร้างสีสันให้วงการเพลงกีตาร์ป๊อป ของอังกฤษคึกคักขึ้นมาได้อีกครั้งในช่วงกลางยุค 90's ร่วมกับ Blur และ Suede สร้างซีนที่เรียกกันว่า Britpop สมาชิกในวงที่อยู่กับวงมาโดยตลอดคือ สองพี่น้อง เลียมและโนล นอกจากนี้ยังมีสมาชิก อีกหลายคนทั้งเก่าและใหม่ผสมกันไปในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา |
|||||||||||||
![]() (1991–1993) บุกเบิก โนล ไม่ได้เป็นตัวตั้งตัวตีในการตั้งวง แรกเริ่มเดิมทีเพื่อนๆของเลียมที่เรียนโรงเรียนเดียวกัน คือ พอล "โบนเฮด" อาร์เธอร์ส (มือกีตาร์), พอล แม็คเกวียน (มือเบส), และโทนี่ แม็คแครอล (มือกลอง) ตั้งวงดนตรีอยู่แล้วชื่อ The Rain เลียม เข้าวงมาทีหลังเมื่อปี 1990 ในฐานะนักร้องนำ พอเข้าวง เลียมก็แนะให้เปลี่ยนชื่อวงเป็น Oasis ตามชื่อเวนิว Oasis Leisure Centre ในเมืองสวินดอน จากในโปสเตอร์โฆษณาคอนเสิร์ตของวง Inspiral Carpets ที่ติดอยู่ในห้องนอนเขา แต่ถึงจะเปลี่ยนชื่อเป็น Oasis แต่ก็ยังเป็นวงที่ไม่มีใครสนใจเอาซะเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง โนล กลับมาบ้านในแมนเชสเตอร์ หลังจากไปทำงานอยู่กับวง Inspiral Carpets ซะหลายปี ในฐานะกีตาร์เทคนิเชี่ยน เลียมก็ชวนเขามาเป็นผู้จัดการวง โนล ขำกลิ้งบอกไม่เอาด้วยหรอก ท่าทาง Oasis ไปไม่ถึงไหนแหงๆ แต่ปรากฏว่า Inspiral Carpets ดันโละทีมงานโร้ดดี้ทั้งแผง ในเมื่อไหนๆก็ตกงานแล้วก็เลยรับ ปากน้องชายตอนปี 1991 แต่จะเป็นมือกีตาร์ให้เท่านั้น ไม่ใช่ผู้จัดการ Oasis ขึ้นเวทีครั้งแรกที่บอร์ดวอล์คในแมนเชสเตอร์ เดือนตุลาคมปี1991 แรกๆโนลไม่ค่อย ซีเรียสกับวงเท่าไหร่ แค่เล่นดนตรี ฆ่าเวลาไปวัน ๆ จนกระทั่งมีวันหนึ่งเขาเกิดอาการพานิคอย่างหนัก ถึงขั้นต้องไปหาหมอ ปรากฏว่าหมอสั่งให้เลิก สูบกัญชา พอเลิกสูบสมองโล่ง ความคิดบรรเจิกแต่งเพลงออกมาเพียบ กลายเป็นเพลงฮิตของ Oasis ในภายหลังทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Columbia, Rock 'N Roll Stars , Whatever ฯลฯ |
|||||||||||||
|
|
![]() (1994–1998) ผงาดง้ำค้ำโลก 31 พฤษภาคม 1993 โนล ได้ข่าวว่า Alan McGee ที่ตอนนั้นเป็น ประธานบริษัทแผ่นเสียง Creation Records จะไปดู คอนเสิร์ตที่ คิง ทุตส์ ไนท์คลับในกลาสโกว์ในคืนนั้น เขาพา Oasis กับลูกทีมรวม 17 คน บุกไปขึ้นเวทีที่นั่นโดยที่ไม่มีการจองคิวกับโปรโมเตอร์ล่วงหน้า โปรโมเตอร์ที่มีบอดี้การ์ดอยู่แค่ 2 คนเลยจำใจยอมให้ Oasis ขึ้นเวทีครึ่งชั่วโมง อลันประทับใจมากรีบคว้า Oasis มาเซ็นสัญญา ทันทีด้วยสนนราคา 60,000 ปอนด์ จากนั้นอีกไม่กี่เดือน ก็สร้างชื่อกระฉ่อน เรียกร้องความสนใจจากนักข่าวจนเป็นที่รู้จักไปทั่ว ทั้งที่ยังไม่ได้ออกผลงานเลยด้วยซ้ำ ด้วยพฤติกรรมกร่างๆแบบ Bad Boy ของพวกเขานั่นเอง 11 เมษายน 1994 Oasis มีซิงเกิ้ลแรก Supersonic ที่ออกมาดีสมราคาคุย เป็นที่ชื่นชอบของนัก วิจารณ์ทันที ถึง 2 พี่น้องกัลเลเกอร์จะชอบให้สัมภาษณ์ในลักษณะขี้คุยก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ายิ่งพวกเขาพูดทับถมศิลปินรายอื่นมากเท่าไหน Oasis ก็ยิ่งเป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่รู้จักมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่ ซิงเกิ้ลที่2 อย่างเพลง Shakermaker ก็ประสบความสำเร็จอย่างดี ซิงเกิ้ลที่ 3 Live Forever ออกตามมายก่อนอัลบั้มแรกวางแผง 1 เดือน เป็นเพลงฮิตในอังกฤษได้อีกเหมือนเดิม และเมื่อ 'Definitely Maybe' อัลบั้มแรก ของพวกเขาออกขายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม1994 ก็เข้าอันดับ 1 ทันทีและกลายเป็นอัลบั้มแรกของศิลปินหน้าใหม่ที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเพลงของอังกฤษ ค้างคาอยู่ใน Top 20 ถึง 18 เดือน เขย่าวงการเพลงร็อคอังกฤษอย่างที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน ซิงเกิ้ลเดี่ยว Whatever ที่ไม่ได้นำมารวมในอัลบั้มชุดไหนเลยของพวกเขาขึ้นถึงอันดับ 3 ในอังกฤษช่วงคริสต์มาสปี 1994 เป็นการส่งท้ายปีไปอย่างสวยงาม ในปีนั้นเองก็ได้เกิดปรากฏการณ์ของ ความคลั่งไคล้ Oasis กันขนานใหญ่ที่อังกฤษอย่างที่ไม่เคยมีวงไหนทำได้มาก่อน ปี 1995 เริ่มต้นปีด้วยความสำเร็จ Oasis ได้รับรางวัล Best Band, Best New Band และ Best Single (จากเพลง "Live Forever") จาก NME Brat Awards ตามมาด้วยการคว้ารางวัลสำคัญ Best Newcomer จาก BRIT Award ในเดือนต่อมา พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากการทัวร์คอนเสิร์ต บัตรถูกขายหมดเกลี้ยงในทุกโชว์ในอังกฤษ วงจึงได้หันไปเน้น โปรโมชันในตลาดอเมริกา และกลายเป็นขวัญใจ MTV และสถานีวิทยุโมเดิร์นร็อคของอเมริกา มีเพลงฮิตอย่าง Live Forever กับ Supersonic ในที่สุดอัลบั้ม Definitely Maybe ก็ได้ แผ่นเสียงทองคำในสหรัฐ Oasis ประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆสวนทางกับความสัมพันธ์ของสมาชิกในวง โดยเฉพาะ 2 พี่น้อง โนล ไม่พอใจที่ เลียมสปอยล์มากชอบเดินออกจากเวทีคอนเสิร์ตไปเฉยๆ ถ้าเกิดไม่สบอารมณ์ขึ้นมา มีครั้งหนึ่งหลังจากที่โนลเพิ่งแต่งเพลง Don't Look Back In Anger กับ Wonderwall เสร็จใหม่ๆ โนลบอกว่าเลียมมีสิทธิร้องแค่เพลงเดียว อีกเพลงเขาจะร้องเอง เลียมฟังแล้วหงุดหงิดอารมณ์เสียมากถึงกับทำลายข้าวของ 14 เมษายน 1995 ก่อนหน้าซิงเกิ้ล Some Might Say ออกขาย 1 วัน โทนี่ แม็คแครอล มือกลองก็ถูกไล่ออกจากวง หลังจากแตกคอกับ เลียม ในบาร์ที่ปารีส อลัน ไวท์เข้ามาแทนที่ในวันที่ 4 พฤษภาคม 1995 เพลง Some Might Say กลายเป็นซิงเกิ้ลอันดับ 1 ในอังกฤษเพลงแรกของ Oasis ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วางขาย ความสำเร็จของเพลงนี้สร้างปรากฏการณ์ทำให้ทุกซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้ย้อนกลับเข้าอันดับในชาร์ทเพลงอินดี้ของอังกฤษอีกครั้ง เดือนตุลาคมปีเดียวกัน Oasis ออกอัลบั้มที่สอง (What's The Story) Morning Glory? โดยใช้เวลาบันทึกเสียงแค่12วัน เท่านั้น!! ขึ้นถึงอันดับ 1 ทันทีที่ออกจำหน่ายในอังกฤษ และกลายเป็นอัลบั้มที่ขายได้เร็วที่สุดในอังกฤษ นับตั้งแต่อัลบั้ม Bad ของ ไมเคิล แจ็คสัน เคยทำไว้ในปี 1987 ว่ากันว่าในช่วงสัปดาห์แรกที่ออกขาย จะมีคนซื้ออัลบั้มชุดนี้ 1 คนทุก ๆ 30 วินาที! สร้างกระแสโด่งดังไปทั่วโลกไม่ใช่แค่ที่อังกฤษ ปี 1996 Oasis ประสบความสำเร็จอย่างสูง อัลบั้ม (What's The Story) Morning Glory? ของพวกเขาขายได้ถึงเกือบ 20 ล้านแผ่น มีผลงาน Top 10 ทั้งในยุโรปและเอเชีย ในเดือนสิงหาคม 5% ของคนทั้งเกาะอังกฤษ (250,000 คน) เข้าคิวควักกระเป๋าซื้อบัตรคอนเสิร์ตราคา 22 ปอนด์ครึ่ง เพื่อมาดู Oasis ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตกลางแจ้ง 2 รอบที่ Knebworth ทำสถิติเป็นคอนเสิร์ตกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ว่ากันว่ามีผู้ต้องการจับจองตั๋วมากกว่า 2 ล้านคน!! นอกจากนี้วงยังได้รับการเสนอชื่อรางวัล BRIT Award ถึง 6 รางวัล และกวาดไปได้ 3 รางวัล นั่นคือ Best Band, Best Album (จากอัลบั้ม What's the Story) Morning Glory) และ Best Video (จากเพลง Wonderwall) เดือนเมษายนปีนั้น Oasis ได้ขึ้นปกนิตยสารดังอย่าง Rolling Stone ของอเมริกา ซึ่งเป็นการบอกให้โลกได้รับรู้ว่าพวกเขา มาแล้ว แต่ Oasis ก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวในอเมริกา ทั้งที่สามารถคว้ารางวัล แผ่นเสียงทองคำขาว 5 แผ่น ซิงเกิ้ล Wonderwall ก็ขึ้นไปถึง Top 10 อาจเป็นเพราะคนอเมริกัน ไม่นิยมนิสัย Bad Boy ของ Oasis ไม่ว่าจะเป็นอาการถุยน้ำลายของเลียมบนเวทีงานแจกรางวัล MTV ที่นิวยอร์คในเดือนกันยายน 1996 หรือการขว้างขวดเบียร์ใส่คนดู ซึ่งก็ของเลียมอีกเหมือนกัน นอกจากนี้ 2 พี่น้องยังตกเป็นข่าวซุบซิบตามหน้าหนังสือประจำ โดยเฉพาะเมื่อตอนที่ Oasis ถอนตัวจากการทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกาในวันที่ 13 กันยายน 1996 อย่างกะทันหัน ก่อนขึ้นเวทีแค่ 3 ชั่วโมง เมื่อโนลเป็นฝ่ายเดินออกจากคอนเสิร์ตเองบ้าง ทั้งที่มีแฟนเพลงรอดูอยู่กว่า 5,000 คน อย่างไรก็ตาม ภายในสิ้นปีนั้นเอง Oasis กลายเป็นวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษและของโลก สมกับ ตำแหน่งวงดนตรีร็อคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และถูกยกให้เป็น The Beatles ของยุค 90's หลังจากงดทัวร์คอนเสิร์ตในอเมริกาและโนล ยอมกลับมาเข้าวงตามเดิม Oasis ก็เริ่มบันทึกเสียงอัลบั้มที่ 3 ที่ใช้เวลานานหลายเดือน 1997 เป็นปีที่ สองพี่น้องสละโสด เลียมเข้าพิธีกับดาราสาว แพ็ทซี่ เคนสิท ในวันเอพริล ฟูลส์ เดย์ ส่วนโนลตัดสินใจแต่งงานกับ เม็ก แม็ทธิวส์ที่ลาส เวกัสอย่างเงียบๆ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน หลังจากนั้นซิงเกิ้ล D'You Know What I Mean? ของ Oasis ก็วางแผงใน เดือนกรกฎาคม ตามมาด้วย อัลบั้ม Be Here Now วันที่ 21 สิงหาคม 1997 ทำยอดขายเฉียด 7 แสนแผ่นที่อังกฤษ ภายในเวลา 3 วัน ทำลายสถิติยอดขายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ในช่วงแรกอัลบั้มชุดนี้มาแรงมาก เนื่องจากอยู่ท่ามกลางความคาดหวังต่างๆ แต่ในเวลาต่อมาไม่นาน ตัวอัลบั้มก็ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว สื่อมวลชนอ้างว่าขาดความน่าสนใจและดูไร้ความกระตือรือร้น ถึงแม้ว่าจะมีซิงเกิ้ลฮิตในเวลาต่อมาอย่าง Stand By Me และ All Around The World ก็ตาม ก่อนหน้าที่จะออกอัลบั้มชุดนี้ โนลให้พอล เวลเลอร์ลองฟัง เขาเป็นคนเดียวที่กล้าบอกโนลตรงๆว่าฟังแล้วไม่เข้าหูเอาซะเลย และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความตกต่ำของ Oasis ในเวลาต่อมา The Masterplan อัลบั้มรวมเพลงหน้าบีตามออกมาในเดือนพฤศจิกายนปี 1998 ประกอบไปด้วยเพลงB-Sideเด็ดๆที่ดีกว่าหลายเพลงอัลบั้มต่อมา เช่น The Masterplan, Acquiesce, Half The World Away ,Rockin' Chair ฯลฯ ในปีถัดไปสมาชิกดั้งเดิมของ Oasis เหลืออยู่ แค่ 2 คนคือ โนลและเลียม ถ้าไม่นับ Alan White ซึ่งเข้าร่วมวงในยุค Morning Glory |
||||||||||||
![]() (1999–2004) การเปลี่ยนแปลง 9 สิงหาคม1999 ระหว่างบันทึกเสียงอัลบั้มชุดที่4 โบนเฮ้ดก็ออกจาก Oasis โดยให้เหตุผลว่า อยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ตามมาด้วย พอล แมกเกวียนในวันที่ 26 สิงหาคม 1999 แต่สองพี่น้องก็มีสมาชิกใหม่ มาเสริมบารมีเป็นถึง แอนดี้ เบลล์ อดีตมือกีตาร์ของคณะ Ride ที่มาเข้าวงเมื่อวันที่13 พฤศจิกายน 1999 แต่มาเล่นเบสให้ Oasis ส่วนมือกีตาร์ได้ เก็ม อาร์เชอร์ อดีต Heavey Stereo มาแทน ปลายปี อลัน แม็คกี ผู้ค้นพบ Oasis ลาออกจากตำแหนง ประธาน Creation Records ต้นสังกัดของ Oasis เพื่อตั้งสังกัดใหม่ 5 มกราคม 2000 Oasis ตั้งบริษัทแผ่นเสียงของตัวเอง Big Brother อัลบั้มแรกในสังกัดคือ Standing On The Shoulder Of Giants อัลบั้มชุดที่ 4 ของ Oasis วางขายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษได้เช่นเคย พร้อมกับซิงเกิ้ลฮิตอย่าง Go Let It Out! ถึงจะเป็น งานที่ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ที่ไม่สู้ดีนัก เต็มไปด้วยซาวนด์เอฟเฟกต์และไซคีเดลิกต่างจากสมัยรุ่งโรจน์ แต่เลียมโชว์ฝีมือการแต่งเพลงครั้งแรกในเพลง Little James เขาแต่งให้ เจมส์ ลูกชายของเขา Oasis ออกทัวร์ยุโรปท่ามกลางกระแสข่าวว่า 2 พี่น้องไม่กินเส้นกันหนักข้อขึ้นทุกวันจนกระทั่งใน วันที่ 24 พฤษภาคม โนล เอือมพฤติกรรมน้องชายมาก(เมาแล้วพาล) ถึงกับทิ้งการทัวร์ Barcelonaมากลางคัน และประกาศว่าจะไม่ออกทัวร์นอกเกาะอังกฤษอีกต่อไป Oasis ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ถึงขั้นสองพี่น้องไม่ยอมให้สัมภาษณ์ร่วมกัน จนหลายคนเกรงว่าจะถึงกาลอวสาน วงจึงได้ออกอัลบั้มแสดงสด Familiar To Millions ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสดที่ Wembley Stadium ต่อหน้าคนดูกว่า 70,000 คน มาขัดตาทัพในเดือนพฤศจิกายน สามารถไต่ขึ้น #5 ที่อังกฤษ จากนั้น โนล ก็ตั้งสังกัดแผ่นเสียงของตัวเองขึ้นมาอีกเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2001แต่สถานการณ์ก็คลี่คลายขึ้น ในที่สุดหลังจากที่ โนลและเลียม ต่างก็หย่ากับภรรยาของตัวเอง ข่าวว่าภรรยาของทั้งคู่ต่างก็ไม่ชอบ ขี้หน้าซึ่งกันและกัน แถมยังไม่ชอบพี่น้องของสามีตัวเองด้วย สองพี่น้องหันหน้ามาคืนดีกันเหมือนเดิม 15 เมษายน 2002 Oasis ออกซิงเกิ้ลแรกในรอบเกือบ 2 ปี The Hindu Times เป็นการย้อนกลับไปหาซาวด์เก่าๆสมัยอัลบั้มแรก ขึ้นถึงอันดับที่ 1 ทันทีในอังกฤษ ซิงเกิ้ลที่ 2 เป็นเพลงบัลลาดช้าๆ Stop Crying Your Heart Out ปลายเดือนมิถุนายนกลายเป็นเพลงปลอบขวัญแฟนฟุตบอลอังกฤษ ที่พลาดแชมป์ เวิร์ลด์คัพ ช่วงครึ่งหลังของปี 2002 Oasis มีคิวทัวร์ยาวทั้งปี โนล ยอมกลืนน้ำลาย ตัวเองออกทัวร์อเมริกากับ Oasis เริ่มที่ปอมปาโน่ บีชในฟลอริดา วันที่ 2 สิงหาคม 2002 จากนั้น จะกลับมาเล่น คอนเสิร์ตที่แมนเชสเตอร์บ้านเกิด 2 รอบกลางเดือนกันยายน ต่อด้วยทัวร์ที่ญี่ปุ่นแล้ว ย้อนกลับไปอเมริกาอีกครั้งกับที่เม็กซิโก การแสดงครั้งสำคัญอยู่ที่คอนเสิร์ต3คืนที่ Finsbury Parkกลางกรุงลอนดอนซึ่งเรียกศรัทธาแฟนเพลงกลับมาได้จำนวนมาก ต่อมาในเดือนพฤศจิกายนได้เกิดเรื่องราวขึ้น เมื่อเลียมได้ไปมีเรื่องชกต่อยกับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ในผับแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมันเป็นผลให้ฟันของเลียมหักไป2ซี่ และสมาชิกวงทุกคนโดนปรับ ในขณะที่โนลและแอนดี้ ประสบอุบัติเหตุรถชนในปีเดียวกันนั้นแต่ยังดีที่ปลอดภัยทั้งสองคน
ช่วงปี
2001-2003 เลียมก็เริ่มต้นความรักครั้งใหม่กับนิโคล
แอพเพิลตัน แห่งวง All Saints
|
|||||||||||||
![]() (2005 – ? ) ฟื้นคืนชีพ ต่อมาในเดือนพฤษภาคมปี 2005 นับเป็นปีทอง Oasis ได้วางแผงอัลบั้มที่6ของพวกเขา 'Don't Believe the Truth' ซึ่งนับว่าเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ (What's The Story) Morning Glory? จนสื่อมวลชนพากันยกย่องว่า Return to Form ด้วยซาวนด์ดิบๆในรูปแบบแปลกใหม่ ประกอบไปด้วยเพลงซิงเกิ้ลฮิตอย่าง Lyla , The Importance of Being Idle และ Let There Be Love อันดับ 1และ2 ใน Uk Chart ตามลำดับ หลังจากนั้น Oasisได้ออกเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตครั้งใหญ่รอบโลก เริ่มต้นในเดือนพฤศภาคม 2005 ที่ลอนดอนและจบลงที่เม็กซิโกเมื่อมีนาคม 2006 รวมเดินทางทั้งหมด 26 ประเทศทั่วโลกรวมไปถึงประเทศไทยด้วย ตามมาติดๆ ด้วยการคว้ารางวัล Q Awards 2005 ในสาขา Best Album และ People's Choice นอกจากนี้ ในช่วงปลายปีนั้นเอง ทางวงยังได้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Goal! ในชื่อ Who Put The Weight Of The World On My Shoulders? อีกด้วย ปี 2006 มีกระแสข่าวมากมายถึงอัลบั้มรวมฮิตเป็นที่จับตามองของแฟนๆทั่งโลก และอัลบั้ม Stop the Clocks ที่เป็นอัลบั้มรวมเพลงที่ดีที่สุดจำนวน 18 เพลง จากผลงานทั้ง 12 ปี จากการคัดเลือกของโนล ก็วางแผงในปลายปีนั้น นับว่าเป็นอัลบั้มที่น่าสะสมเป็นอย่างมาก และทางวงก็ได้หมดสัญญากับ Sony เป็นที่เรียบร้อยหลังจากอัลบั้มชุดนี้ โดยโนลและเก็มได้ออกมินิทัวร์อคุสติกเพื่อโปรโมตอัลบั้มในหลายๆที่ทั่วโลก ปี 2007 Oasis ขึ้นรับรางวัล Brit Awards สาขา oustanding contribution to music หรือวงที่สร้างสรรค์คุนุปการแก่วงการดนตรีซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดในวงการดนตรีอังกฤษ กลางปี Oasis ได้เป็นส่วนหนึ่งของการนำอัลบั้มตำนานของเต่าทองอย่าง Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band มาคัฟเวอร์เรียบเรียงใหม่และมอบของขวัญ ให้แฟนๆด้วยการประกาศถึงการเข้าทำงานในสตูดิโออัลบั้มใหม่ ซึ่งจะเป็นอัลบั้มที่ 7 และ วางจำหน่ายของ DVD แผ่นคู่ใหม่ล่าสุดในช่วงปลายปี ซึ่งจะเป็นการนำสารคดีที่ฉายทั่วโลกในปี 2005 อย่าง Lord Don't Slow Me Down แบบสมบูรณ์มาจำหน่าย พร้อมด้วยโชว์การแสดงของพวกเขาที่สนาม City of Manchester Stadium พร้อมกับปล่อยซิงเกิ้ลชื่อเดียวกันให้ดาวน์โหลด ในระบบดิจิต้อลเป็นครั้งแรก สร้างความยินดีปรีดาแก่แฟนๆและสาวกเป็นจำนวนมากที่ต่างรอคอย ระหว่างนี้โนลได้ลูกชายคนใหม่กับซาร่า โดยเขาตั้งชื่อว่า Donovan Gallagher ทำให้เขา มีความสุขมาก ทั้งโนลและเลียมได้เปิดเผยว่าพวกเขาได้มีการพบปะพูดคุยกับโปรดิวเซอร์ Dave Sardy ผู้ฝากผลงานไว้กับอัลบั้มชุดก่อน และร่วมกันบันทึกเสียงอัลบั้มตั้งแต่ช่วงปลายปี ปี 2008 เลียมเข้าพิธีวิวาห์กับแฟนสาว นิโคล แอพเพิลตัน ในวันเวาเลนไทน์หลังจากคบกันมานาน กว่าหกปี โนลได้ออกโรงอีกครั้งเมื่อไปวิจารณ์เทศกาลดนตรี Glastonbury ว่า'ไม่เหมาะ'ที่จะนำ ศิลปินฮิปฮอปอย่าง Jay-Z มาแสดงในงาน ทำให้เกิดกระแสข่าวมากมายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทำให้ Jay-Z ตอบโต้โดยการนำเอาเพลง Wonderwall มาคัฟเวอร์ในแบบกึ่งๆล้อเลียน ในการเปิดการแสดง อีกทั้งยังใส่เนื้อเพลงล้อเลียน Oasis ลงไปในอัลบั้มใหม่ของเขาอีกด้วย
Oasis เดินทางไป
LA และทำอัลบั้มชุดที่เจ็ดเสร็จสิ้นลงในที่สุด
Dig Out Your Soul
Oasis
เริ่มต้นทัวร์รอบโลกครั้งยิ่งใหญ่
18 เดือน โดยตั๋วที่อังกฤษกว่า
180,000 ใบ
ปี
2009
ทางวงได้ประกาศทัวร์คอนเสิร์ตกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงในช่วงหน้าร้อน
Oasis
ยังคงทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อโปรโมตอัลบั้ม
Dig Out Your Soul
ต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน |
|||||||||||||
| jk | |||||||||||||
|
|
|||||||||||||